การทำ SEO ให้เว็บใหญ่ๆมีอะไรต่างจากเว็บเล็กๆ (พร้อมแนวทาง) ตอนที่ 1

Slide2
Blog / SEO

การทำ SEO ให้เว็บใหญ่ๆมีอะไรต่างจากเว็บเล็กๆ (พร้อมแนวทาง) ตอนที่ 1

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ขนาดเล็ก, กลาง, ใหญ่ มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทั้งการเลือก Keyword, การสร้าง Content, การวางแผน, การวาง Timeline, การกำหนด Format ของ HTML และอีกหลายๆเรื่อง ถึงแม้ว่าตามทฤษฏีแล้วมันจะเป็นเรื่อง On-page, Off-page ที่มาจากตำราเล่มเดียวกัน แต่เวลาปฎิบัติจริงแล้วมันช่างแตกต่างกันมาก ธีการที่เราเคยใช้สำเร็จกับเว็บไซต์หนึ่งอาจจะไม่ได้ผลเลยกับเว็บไซต์หนึ่งที่มีฐานผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน มีจำนวนหน้าเพจที่แตกต่างกัน

จริงๆแล้วมันก็เหมือนกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์คนละประเภทเลยครับ ตัวอย่างเช่นการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ Official ของ Brand กับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ Marketplace ที่เอาสินค้าของ Brand นั้นไปขายก็มีการทำ SEO ที่แตกต่างกัน ถ้านึกภาพประโยคเมื่อสักครู่ไม่ออกผมอยากให้คุณลองพิจารณาคำถามนี้ครับ

คุณคิดว่าการทำ SEO ให้กับ 2 เว็บไซต์นี้แตกต่างกันหรือไม่?

1. เว็บไซต์ Official อย่างเป็นทางการของ Sony

2. เว็บไซต์ Shopee ที่เอาสินค้าของ Sony ไปขาย

ถึงแม้ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเป็นสินค้าของ Sony เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าการทำ SEO ให้กับ 2 เว็บไซต์นี้แตกต่างกันมาก การเลือกบาง Keyword มาทำ SEO ให้ติดอันดับอาจจะเป็นเรื่องยากมากถ้าคุณทำในบทบาทของ Marketplace หรือ Retailer แต่มันอาจจะกลายเป็น Keyword ที่ใช้เวลาแค่สัปดาห์เดียวก็ติดอันดับ 1 ได้เมื่อคุณทำ SEO ในบทบาทเว็บไซต์ที่เป็นเว็บทางการของแบรนด์ ในมิติของขนาดเว็บไซต์เองก็มีเรื่องนี้เช่นเดียวกันครับ ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์เรื่องนี้กัน

เว็บไซต์ใหญ่ที่ Google ให้ความเชื่อถือมากกว่า

สมมุติว่าคุณทำธุรกิจท่องเที่ยวในพัทยา คุณมีเว็บไซต์และเลือกทำ SEO ใน Keyword กลุ่มท่องเที่ยวอย่าง “Pattaya attractions” หรือ “Things to do in Pattaya” (หรือ Keyword อื่นๆที่เกี่ยวข้อง) คุณจะพบว่าต่อให้ทำ Content มีคุณภาพขนาดไหน, ทำตามหลักการ SEO มากแค่ไหน, หรือแม้แต่ไปจ่ายเงินปั๊ม Backlink และ Traffic เข้ามามากแค่ไหน อันดับของคุณก็แพ้ยักษ์ใหญ่อย่าง Tripadvisor อยู่ดี แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ สาเหตุไม่ใช่เพราะว่า Google กับ Tripadvisor เค้ามี Relationship ที่พิเศษต่อกันแต่อย่างใด แต่ Google มีหน้าที่เลือก Content ที่ตรงกับความต้องการและมีประโยชน์มากที่สุดไปเสิร์ฟให้กับผู้ค้นหา หนึ่งในวิธีการที่ Google ใช้ในการเลือก Content แบบนั้น ก็คือการเลือก Content ที่มาจากเว็บไซต์ใหญ่ๆที่ได้รับความนิยมและมีความน่าเชื่อถือ หรือถ้าเป็น Hub ในด้านนั้นๆก็จะยิ่งดี

เหมือนเวลาที่เราค้นหารีวิวสินค้าทำไม Pantip มักจะโพล่ขึ้นมาปล่อยๆ เวลาที่เราค้นหารีวิวอาหารทำไม Wongnai โพล่ขึ้นมาบ่อยๆ หรือเวลา Search ที่เกี่ยวกับบทความในด้านต่างๆทำไม Sanook กับ Kapook จึงมักจะโพล่ขึ้นมาบ่อยๆ สาเหตุหนึ่งก็คือเว็บไซต์ใหญ่ๆเหล่านี้ค่อนข้างได้รับเครดิตที่ดีจาก Google ว่าทำ Content ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ค้นหาได้ดี มีความน่าเชื่อถือจาก Pageview จาก Traffic ของเว็บไซต์ และอีกหลายๆเรื่อง

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของคนทำ SEO ในยุคปัจจุบันจึงควรรู้จักตัวเองให้ดีพอๆกับที่เรารู้จักคู่แข่ง และที่สำคัญคือการรู้จัก Regulator (ซึ่งในที่นี้คือ Google) ด้วย มองให้ขาดก่อนว่า Google เลือกเว็บไซต์แบบไหนในแต่ละ Keyword แล้วค่อยเลือกทำ Content ใน Keyword ที่เรามีโอกาสที่จะชนะได้ ถ้าเราตะบี้ตะบันเลือก Keyword ที่ไม่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรามาก็อาจจะทำให้มันกลายร่างเป็น Content ที่ไม่มีใครอ่าน (ผมเจ็บมาเยอะครับ 555 ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่ถ้าเชื่อคุณอาจจะไม่เจ็บเหมือนผม)

กลับมาที่เนื้อหาหลักของเราในบทความนี้กันอีกครั้งครับ เวลาที่คุณทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เล็กๆ หรือเว็บไซต์ส่วนตัว อาจจะเป็นเว็บไซต์ที่มี User เข้าใช้งานไม่เกิน 5 หมื่นคนต่อเดือน แน่นอนว่าการทำ SEO ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อคุณได้มีโอกาสไปลองจับเว็บไซต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่เว็บไซต์เดิมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว การทำ SEO ก็อาจจะแตกต่างออกไปได้ ต่อไปนี้เป็น 5 ข้อที่คนทำ SEO ที่เริ่มมาจับโปรเจค SEO ใหญ่ๆมักจะทำผิดพลาดกัน (และจริงๆแล้วทั้งหมดนี้ตัวผมเองก็เคยผิดพลาดมาทั้งหมดแล้ว) เราไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

เลือกชนให้ถูกจังหวะ ไม่ก้าวร้าวมากเพียงพอ

            หนึ่งในสุดยอดคำแนะนำในการทำ SEO สำหรับมือใหม่และเว็บไซต์เล็กๆก็คือการเลือกทำ SEO ใน Long-tail keyword เพราะมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า การแข่งขันน้อยกว่า และสร้าง Content ที่ตอบโจทย์ Niche Market ได้ง่าย ทำให้เว็บไซต์ที่มีขนาดเล็กกว่ามีโอกาสที่จะทำ SEO ติดอันดับใน Keyword เหล่านี้ได้ แต่เมื่อคุณมาจับงาน SEO ให้กับเว็บไซต์ใหญ่ คุณต้องกล้าเลือก Keyword ที่ Broad มากยิ่งขึ้น จะอยู่ใน Long-tail keyword อย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปเพราะอย่าลืมว่า Long-tail Keyword ส่วนใหญ่มี Search Volume ไม่เยอะ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นเว็บไซต์ขายรองเท้ากีฬาขนาดเล็กที่เพิ่งทำมาไม่เกิน 3 เดือน คุณควรโฟกัสไปที่ Niche Market สักกลุ่มก่อนด้วยการเลือก Long-tail Keyword ใน Niche กลุ่มนั้นมาทำ SEO อย่างเช่น “รองเท้าวอลเลย์บอล ผู้หญิง”, “รองเท้าวอลเลย์บอล ผู้ชาย” แล้วค่อยขยายไปยัง Niche Keyword กลุ่มอื่นๆต่อ มากกว่าที่จะเป็น Broad Keyword อย่าง “รองเท้ากีฬา” เพราะถ้าคุณเริ่มต้นด้วย “รองเท้ากีฬา” เลยมันยากกว่ามาก เพราะเป็น Keyword ใหญ่ที่มีเว็บไซต์ขนาดใหญ่ยึดเอาไว้แล้ว โอกาสที่จะแซงยักษ์ใหญ่ได้มีค่อนข้างน้อยมาก และแน่นอนว่า Google เองก็ไม่ค่อยเลือกเว็บไซต์เล็กๆใน Keyword ใหญ่ๆด้วย

            แต่ถ้าคุณเป็นเอเจนซี่โฆษณาที่ไปรับงาน SEO จากเว็บไซต์ขายรองเท้ากีฬาที่เป็นยักษ์ใหญ่อยู่แล้วหรืออาจจะเป็นคู่แข่งสักเจ้าหนึ่งที่ให้โจทย์คุณว่าอยากจะแข่งกับผู้นำ การทำ SEO ในเว็บไซต์ใหญ่ๆแบบนี้มีสิ่งที่ควรมีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ

  1. เลือกทำ SEO ใน Broad Keyword ไปเลย ถ้าคุณทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ใหญ่-ธุรกิจใหญ่ คุณต้องชนใน Keyword หลักไปเลย เช่นถ้าเป็นการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ AIA ซึ่งเป็นประกันรายใหญ่ คุณต้องเลือก Keyword อย่าง ประกันชีวิต, ประกับสุขภาพ ซึ่งเป็น Broad Keyword ไปเลย แล้วพยายามแข่งเพื่อแซงให้ได้หรืออย่างน้อยที่สุดก็เข้าไปแชร์ส่วนแบ่งการคลิก ปัญหาคือคนทำ SEO รุ่นใหม่หลายคนที่ผมเจอมักจะเคยชินกับการเลือก Keyword ที่มีการแข่งขันไม่สูง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีแต่ถ้าคุณดูแลลูกค้าเจ้าใหญ่ ต่อให้ลูกค้าไม่บรีฟมา คุณก็ต้องใจแข็งกล้าเลือก Keyword ที่มีการแข่งขันสูงๆด้วย
  2. เลือกทำ SEO ใน Keyword ที่ Represent แบรนด์ของคุณมากที่สุด ธุรกิจใหญ่ๆจะมี Keyword ที่เป็นแต้มต่อของตัวเองอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าค้นหาด้วย Keyword อย่าง “เฟอร์นิเจอร์” คนส่วนใหญ่มักจะคลิกที่ SB หรือ IKEA เพราะผู้ค้นหาส่วนใหญ่นึกถึง SB หรือ IKEA เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนถ้าค้นหากระเบื้องก็ต้องนึกถึง บุญถาวร ถึงแม้ว่าในเว็บไซต์ของบุญถาวรเองจะมีเฟอร์นิเจอร์ขายด้วยและเป็นเว็บไซต์ใหญ่ไม่แพ้กัน แต่โอกาสที่จะทำอันดับให้แซง SB กับ IKEA ก็ยากมาก เพราะบุญถาวรไม่มีแต้มต่อตรงนี้ (และ Google ก็รู้โดยการวิเคราะห์อัตราการคลิก รวมถึงปัจจัยอื่นๆว่า Keyword ไหนเว็บไซต์อะไรเด่น) แต่ถึงอย่างนั้น ในฐานะเว็บไซต์ใหญ่ บุญถาวร ก็ควรต้องทำ SEO ใน Keyword เฟอร์นิเจอร์เอาไว้อยู่ดี เพื่อเข้าไปแชร์ส่วนแบ่ง แม้จะไม่แซงก็ตาม
  3. เลือกทำ SEO ใน Keyword ที่เป็น Long-tail Keyword ใช่แล้วครับ ถึงแม้ว่าผมจะแนะนำให้โฟกัสที่ Broad Keyword แต่ไม่ได้หมายความว่า เว็บไซต์ใหญ่ๆไม่จำเป็นต้องทำ Long-tail keyword อีกต่อไปแล้ว เราควรกล้าเลือก Keyword ใหญ่ๆมาทำ SEO มากขึ้นในขณะที่ Long-tail Keyword ก็ควรเลือกมาทำด้วย เพราะจริงๆแล้วถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่สร้าง Traffic ที่มากมายอะไร แต่มันยังมีประโยชน์ในมุมของ Conversion rate อยู่ดี

ทั้ง 3 อย่างนี้ควรทำควบคู่กันไปครับ การโฟกัสที่ Broad Keyword หรือ Long-tail Keyword เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอสำหรับ SEO ยุคปัจจุบันแล้ว จากประสบการณ์ของผมพบว่าการทำ Keyword Planning ที่มีการผสมผสาน Keyword ที่มี Volume แตกต่างกันเยอะๆ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีพอสมควร

นี่ก็เป็นคำแนะนำแรกในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ใหญ่ แต่บทความนี้ยังเป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นครับ สำหรับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ใหญ่ๆยังมีอะไรให้เราเล่นอีกเยอะมากๆ สามารถอ่านจากตอนที่ 2 ได้เลยครับที่ “5 ข้อผิดพลาดของคนทำ SEO ที่หัดทำ SEO ให้กับเว็บใหญ่ (ตอน 2)”

แนะนำคอร์สเรียนออนไลน์ Intensive SEO

            ถ้าคุณกำลังคิดอยากจะเริ่มต้นทำ SEO หรืออาจจะทำ SEO อยู่แล้วแต่ว่ายังไม่เห็นผล เว็บไซต์ยังไม่ติดอันดับที่ดี ผมเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน จากประสบการณ์ในวงการที่ได้ทำงาน SEO มาเกือบ 10 ปี ผ่านโปรเจคเล็กใหญ่และงานยากง่ายมาหมด ผมได้รวบรวมสิ่งที่รู้และเคยทำทั้งหมดมาทำเป็นคอร์สออนไลน์นี้เพื่อเป้าหมายเดียวคือช่วยให้คุณสามารถทำ SEO จนเว็บไซต์ติดอันดับต้นๆในผลการค้นหาของ Google ได้ คอร์ส Intensive SEO ที่สอนเกี่ยวกับ SEO ได้อย่างครบถ้วนที่สุด มีครบทุกอย่างที่คุณต้องรู้ และยังมีการแชร์ประสบการณ์ที่ผมเคยทำและเคยพลาดพร้อมแผนกลยุทธ์จริงๆในการทำ SEO ถ้าคุณอยากทำ SEO ให้ติดอันดับ คุณพลาดคอร์สนี้ไม่ได้จริงๆ

            ดูรายละเอียดของคอร์สเพิ่มเติมได้ที่ Intensive SEO